วันวาเลนไทน์เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความโรแมนติกและความรัก แต่แท้จริงแล้วต้นกำเนิดของเทศกาลนั้นมืดมนและมีการนองเลือดเกิดขึ้น

ต้นกำเนิดวันวาเลนไทน์

ต้นกำเนิดวันวาเลนไทน์นั้นเก่าแก่มาก มีรากฐานมาจากสมัยโรมัน ในวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ ชาวโรมันจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลลูเปอร์คาเลีย (Lupercalia) ซึ่งเป็นพิธีที่ชำระล้างและให้ศีลให้พรการมาถึงของฤดูกาลใหม่อันอุดมสมบูรณ์ งานเลี้ยงเหล่านี้ได้รับการเฉลิมฉลองตั้งแต่ต้นจักรวรรดิ (44 ปีก่อนคริสตกาล) จนถึงจุดสิ้นสุด (ค.ศ. 496) ในระหว่างพิธีจะมีการบูชายัญแพะและสุนัข เทศกาลนี้เฉลิมฉลองโดยนักบวช Luperci ที่จะมีการเปลื้องผ้าและปิดไว้เพียงจุดสงวนซึ่งปกคลุมไปด้วยหนังของสัตว์ที่บูชายัญเท่านั้น อีกทั้งคู่รักชาวโรมันก็จะเฉลิมฉลองกันจนมึนเมา หญิงสาวที่เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้จะรับอาสาถูกตีด้วยแส้ที่ทำจากหนังแพะ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังให้ชายหนุ่มจับฉลากชื่อสาวโสดขึ้นมาจากขวด หากจับได้ชื่อใครทั้งคู่จะต้องเป็นคู่รักกันตลอดช่วงเทศกาล หรือนานกว่านั้นหากจับได้คนที่เข้ากันกับตนเอง

ในยุคสมัยของพระเจ้าคลอดิอุสที่ 2 มีการตั้งกฎหมายว่าห้ามมีการแต่งงานในเมือง นักบุญวาเลนไทน์ผู้ซึ่งเป็นบาทหลวงอยู่ในขณะนั้น ได้แอบจัดพิธีแต่งงานให้กับผู้ที่มีความรักในเมือง เมื่อพระเจ้าคลอดิอุสที่ 2 ทราบเรื่องนักบุญวาเลนไทน์จึงถูกจำคุก ในระหว่างนั้นผู้ที่เคยทำพิธีกับนักบุญวาเลนไทน์ก็มาเยี่ยมอยู่เนือง ๆ นอกจากนี้นักบุญวาเลนไทน์ยังช่วยรักษาลูกสาวของแอสทีเรียสผู้คุมคุกให้หายตาบอด นักบุญวาเลนไทน์ได้เคยเขียนจดหมายถึงลูกสาวของแอสทีเรียสโดยลงชื่อท้ายจดหมายว่า “From your Valentine” ซึ่งเป็นวลีที่คู่รักยุคใหม่ยังคงใช้อยู่ นักบุญวาเลนไทน์ถูกประหารชีวิตโดยถูกตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปี ค.ศ.270 นอกจากนี้จักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ได้ประหารชีวิตชายสองคนชื่อวาเลนไทน์ทั้งคู่ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์แต่เป็นปีที่แตกต่างกัน การพลีชีพของพวกเขาได้รับการยกย่องจากคริสตจักรคาทอลิกโดยการจัดงานเฉลิมฉลองในวันวาเลนไทน์

ต่อมาในศตวรรษที่ 5 สมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 ได้ทรงรวมเอาวันวาเลนไทน์เข้ากับลูเปอร์คาเลียเพื่อขจัดพิธีกรรมนอกรีต โดยยกเลิกการเปลื้องผ้าและการใช้แส้ตีหญิงสาว ชาวคริสเตียนจึงมีการเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์กันอย่างสนุกสนาน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการเป็นวันแห่งความรัก

หลายปีผ่านไปวันวาเลนไทน์ยังคงได้รับความนิยมทั่วทั้งสหราชอาณาจักรและส่วนอื่น ๆ ของยุโรป ในศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตการ์ดที่ผลิตจากโรงงาน วันวาเลนไทน์เหลือเพียงวันเดียวคือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี

การเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์ได้ดำเนินต่อไปในรูปแบบต่าง ๆ หลายคนจะยอมทุ่มเงินซื้อเครื่องประดับและดอกไม้ให้คนรัก หรือคนที่ไม่มีคู่รักมักนิยมเฉลิมฉลองกันในวันถัดไปหลังวันวาเลนไลน์ 1 วัน เกิดเป็นวันคนโสดหรือ Single’s Awareness Day ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของทุกปี

วันคนโสด

(Single’s Awareness Day)

วันคนโสดก็มีความสำคัญเช่นกัน วันคนโสดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการสงสารตัวเอง แต่เป็นโอกาสที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าคนที่ครองตนเป็นโสดก็มีความสุขเช่นกัน

เดิมทีคนโสดส่วนใหญ่เรียกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ว่าเป็นวันแห่งการตระหนักรู้ของคนโสด (Single’s Awareness Day ตัวย่อคือ SAD) จนกระทั่งพวกเขาตระหนักว่านั่นเป็นเรื่องน่าหดหู่ใจ จึงเลือกวันถัดไปทำให้คนโสดเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นการเฉลิมฉลองมากกว่าเทศกาลแห่งการดูถูกตัวเอง

ทุกคนสามารถใช้เวลากับตัวเองเพื่อตระหนักว่าเราไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองหรือคนรักเพื่อให้ชีวิตมีความสุขเพียงอย่างเดียว หลัก ๆ แล้วการเฉลิมฉลองวันคนโสดก็คือการใจดีกับตัวเอง อาจจะมีการพบปะเพื่อนฝูงและสมาชิกในครอบครัว แลกเปลี่ยนของขวัญให้กันกับเพื่อนที่โสด ตลอดจนการเป็นอาสาสมัครตามที่ต่าง ๆ  รวมถึงซื้อของที่อยากได้มานานแล้วเป็นของขวัญให้กับตัวเอง หรือจะพาตัวเองไปทานอาหารมื้ออร่อยข้างนอกคนเดียว ให้รางวัลกับตัวเองและชื่นชมตัวเองว่าคุณน่าทึ่งแค่ไหน

ในวันนี้ ผู้คนจำนวนมากจะสวมชุดสีเขียว เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสีแดง อีกทั้งตัวเลือกยอดนิยมคือการสวมชุดสีดำ เพื่อสื่อถึงการไม่ร่วมเฉลิมฉลอง แต่ไม่ว่าจะวันไหน ๆ สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าเพื่อนที่โสดและสมาชิกในครอบครัวทุกคนรู้สึกได้รับการชื่นชม ทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาน่าทึ่งแค่ไหน การทำดีต่อผู้อื่นจะทำให้พวกเขาหรือแม้แต่ตัวคุณรู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้น

Links to related Sites: 
- The dark origins of Valentine's Day, npr
- The Dark Origin of Valentine’s Day, random-times
- Death, Love and Naked Roman Parties: The Dark Origins Of Valentine’s Day, thinkmagazine
- Singles Awareness Day, daysoftheyear

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *