สิ่งที่คุณกินนั้นสามารถส่งผลต่อสุขภาพของคุณในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ซึ่งการรับประทานอาหารที่หลากหลายและอุดมไปด้วยอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งและลดการเติบโตของมะเร็งได้

ไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถต้านมะเร็งได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่การรับประทานอาหารบางชนิดสามารถเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่เน้นย้ำถึงอาหารที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่ถึงอย่างไร นักวิจัยด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ได้พูดถึงเรื่องการมีโภชนาการที่ดีนั้นมีความสำคัญมาก โดยประเมินว่ามะเร็ง 30 – 40% อาจป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ดีขึ้น อาหารบางชนิด เช่น เบอร์รี่และถั่ว มีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง การรับประทานอาหารเหล่านี้และอาหารอื่นๆ ในปริมาณมากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของ Amy Hieb นักโภชนาการที่ได้รับการรับรองด้านเนื้องอกวิทยาจาก Essentia Health ที่ช่วยสนับสนุน กล่าวว่า “อาหารบางชนิดมีสารอาหารที่สามารถลดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง ปกป้องเซลล์ของคุณจากความเสียหาย และช่วยให้ร่างกายย่อยสลายสารก่อมะเร็งได้”

อาหารต้านมะเร็ง

1.ถั่ว

ถั่วมีไฟเบอร์สูง จากการศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่าอาจช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และในปี 2006 นักวิจัยได้ติดตามผู้คนจำนวน 1,905 คนที่มีประวัติเป็นเนื้องอกในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และพบว่าผู้ที่กินถั่วแห้งปรุงสุกมีแนวโน้มที่เนื้องอกจะกลับมาเป็นซ้ำลดลง

นอกจากนี้การศึกษาในสัตว์ปี 2002 พบว่าการให้ถั่วดำหรือถั่วเขียวแก่หนูทดลองแล้วกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถยับยั้งการพัฒนาของเซลล์มะเร็งได้มากถึง 75% ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้บ่งชี้ว่าการกินถั่วเพียงไม่กี่มื้อในแต่ละสัปดาห์อาจช่วยเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในร่างกายและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้

2.เมล็ดแฟลกซ์

มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าเมล็ดแฟลกซ์อาจช่วยลดการเติบโตของมะเร็งและฆ่าเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากมีไฟเบอร์และไขมันดีต่อหัวใจสูง ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ จากการศึกษาวิจัยในปี 2005 พบว่าผู้หญิง 32 คนที่เป็นมะเร็งเต้านมได้รับมัฟฟินเมล็ดแฟลกซ์ทุกวันนานกว่า 1 เดือน เมื่อสิ้นสุดการศึกษา พบว่ากลุ่มที่กินเมล็ดแฟลกซ์มีระดับการเติบโตของเนื้องอกลดลง รวมถึงการตายของเซลล์มะเร็งก็เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้มีการศึกษาวิจัยในปี 2008 พบว่าเมล็ดแฟลกซ์ช่วยลดการเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้แบบนี้แล้วก็ลองเพิ่มเมล็ดแฟลกซ์บด 1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม) ลงในอาหารของคุณทุกวันโดยผสมลงในสมูทตี้ โรยบนซีเรียลหรือโยเกิร์ต หรือใส่ในเบเกอรี่ที่คุณชื่นชอบ

3.มะเขือเทศ

ไลโคปีน (lycopene) เป็นสารประกอบที่พบในมะเขือเทศ ซึ่งมีหน้าที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดงสดใสและอาจมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง การศึกษาหลายชิ้นระบุว่าการรับประทานไลโคปีนและมะเขือเทศมากขึ้นอาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้

การศึกษาวิจัยแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในปี 2002 ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 47,365 คน พบว่าการรับประทานซอสมะเขือเทศมากขึ้นโดยเฉพาะนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษา 17 ชิ้นในปี 2013 พบว่าการรับประทานมะเขือเทศดิบ มะเขือเทศปรุงสุก และไลโคปีนในปริมาณมากขึ้นล้วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง

4.กระเทียม

สารออกฤทธิ์ในกระเทียมคืออัลลิซิน (Allicin) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ มีการศึกษาวิจัยในปี 2002 ได้ทำการศึกษาผู้ชาย 471 คน พบว่าการรับประทานกระเทียมในปริมาณมากขึ้นนั้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง

ในการศึกษาวิจัยในปี 2007 พบว่าผู้เข้าร่วมที่รับประทานกระเทียมเป็นจำนวนมาก รวมทั้งผลไม้ ผักสีเหลืองเข้ม ผักสีเขียวเข้ม และหัวหอม มีโอกาสเกิดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่และทวารหนักน้อยลง

นอกจากนี้การศึกษาปี 2011 มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 543,220 คน พบว่าผู้ที่รับประทานผักตระกูลแอลเลียม (Allium) จำนวนมาก เช่น กระเทียม หัวหอม ต้นหอม และหอมแดง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยกว่าผู้ที่รับประทานผักเหล่านี้ แต่ถึงอย่างไรการศึกษาวิจัยก็ไม่ได้แยกผลกระทบจากการรับประทานกระเทียม การรับประทานกระเทียมสด 2-5 กรัม (ประมาณ 1 กลีบ) ในอาหารของคุณทุกวันอาจจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้

5.ผลไม้ตระกูลส้ม

การรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว เลมอน เกรปฟรุต และส้ม ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง จากการศึกษาวิจัยในปี 2008 พบว่าการรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวในปริมาณมาก อย่างน้อย 3 ส่วนต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ 28%

ในปี 2009 พบว่าการรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวในปริมาณมากขึ้นมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับอ่อนที่ลดลง

และการศึกษาในปี 2010 พบว่าผู้เข้าร่วมที่รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวในปริมาณมากมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งระบบย่อยอาหารและทางเดินหายใจส่วนบน*ลดลง

*ทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ โพรงจมูก ไซนัส คอหอย และ กล่องเสียง

จะเห็นได้ว่าการศึกษาวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวในปริมาณเล็กน้อยในแต่ละสัปดาห์อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดได้

6.ผักตระกูลกะหล่ำ

ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำดอก และผักเคล ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมสารอาหารสำคัญและมีคุณสมบัติป้องกันมะเร็ง ผักเหล่านี้มีกลูโคซิโนเลต (Glucosinolates) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ช่วยสลายสารก่อมะเร็ง ผักตระกูลกะหล่ำมีหลายพันสายพันธุ์ รวมถึงผักใบเขียวส่วนใหญ่และผักรากอย่างหัวไชเท้า

อย่างในบรอกโคลีมีซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่พบในผักตระกูลกะหล่ำ และอาจมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่าการรับประทานผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี มากขึ้น อาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งจากการศึกษาในสัตว์ในปี 2004 พบว่าการรักษาหนูด้วยซัลโฟราเฟนช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากและลดปริมาตรของเนื้องอกได้มากกว่า 50%

นอกจากนี้ในการศึกษาในหลอดทดลองครั้งหนึ่งในปี 2010 แสดงให้เห็นว่าซัลโฟราเฟนช่วยลดขนาดและจำนวนเซลล์มะเร็งเต้านมได้มากถึง 75% แสดงให้เห็นว่าการรับประทานผักตระกูลกะหล่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของการเกิดมะเร็ง

7.ปลาที่มีไขมันสูง

ปลาที่มีไขมันสูง ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาแอนโชวี่ อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามินบี โพแทสเซียม และกรดไขมันโอเมก้า 3

ในปี 2005 ได้ทำการศึกษากับผู้ใหญ่ 478,040 คน พบว่าการรับประทานปลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาแอนโชวี่ มีสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินดี และกรดไขมันโอเมก้า3 ซึ่งเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในขณะที่เนื้อแดงและเนื้อแปรรูปกลับเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งมากกว่า ซึ่งเชื่อกันว่าการมีระดับวิตามินดีที่เพียงพอช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง และเชื่อกันว่ากรดไขมันโอเมก้า3 สามารถยับยั้งการเกิดโรคได้

งานวิจัยในปี 2019 ชี้ให้เห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า3 จากปลามีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งเต้านมในผู้ป่วยชาวเอเชีย

นอกจากนี้การศึกษาค้นคว้าในปี 2022 ยังเชื่อมโยงการบริโภคปลากับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ลดลง

8.น้ำมันมะกอก

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการบริโภคน้ำมันมะกอกในปริมาณที่สูงขึ้นอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้ มีงานวิจัย 19 ชิ้นในปี 2011 สรุปไว้ว่า ผู้ที่บริโภคน้ำมันมะกอกมากที่สุดมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งระบบย่อยอาหารต่ำกว่าผู้ที่บริโภคน้ำมันมะกอกน้อยที่สุด

นอกจากนี้งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในปี 2000 ได้ตรวจสอบอัตราการเกิดมะเร็งใน 28 ประเทศทั่วโลก และพบว่าในพื้นที่ที่คนบริโภคน้ำมันมะกอกปริมาณสูงมีอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักต่ำกว่า

9. แครอท

แครอทมีสารอาหารสำคัญหลายชนิด รวมถึงวิตามินเค วิตามินเอ และสารต้านอนุมูลอิสระ แครอทยังมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ซึ่งงานวิจัย Trusted Source จากการศึกษาแบบกลุ่มประชากรในเดนมาร์ก ได้ตรวจสอบการบริโภคแครอทต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดในผู้เข้าร่วม 55,756 คน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบริโภคแครอทดิบอาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ 17% นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าแครอทดิบอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเม็ดเลือดขาว

งานวิจัยคัดกรองในปี 2022 ยังเชื่อมโยงการบริโภคแครอทในปริมาณปานกลางกับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ลดลง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารทอด

เนื่องจากอาหารทอดเป็นอันตรายต่อสุขภาพในหลายรูปแบบ ซึ่งความร้อนสูงที่ใช้ทอดอาหารอาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปเมื่อรับประทาน นอกจากนี้การทานอาหารทอดยังทำให้น้ำหนักเพิ่มซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ซึ่งน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารจะผ่านกระบวนการที่เรียกว่าออกซิเดชัน (Oxidation) ซึ่งสามารถสร้างสารที่ทำลายเซลล์และนำไปสู่การเจริญเติบโตของเซลล์ที่มากเกินไปหรือมะเร็ง

เนื้อสัตว์แปรรูป

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า เนื้อสัตว์แปรรูปล้วนแต่ก่อให้เกิดมะเร็งในร่างกาย ซึ่งสารก่อมะเร็งหลัก ๆ คือสารไนเตรต-ไนไตรต์ (Nitrate-Nitrite) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นสารกันเสีย การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปในปริมาณมากจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

อาหารที่มีน้ำตาลสูง

อาหารที่มีน้ำตาลสูงอาจนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ของมะเร็ง เช่น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้น้ำตาลยังอาจทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเชื่อมโยงกับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม จึงควรหลีกเลี่ยงหรือลดการรับประทานน้ำอัดลม น้ำผลไม้ และขนม เบเกอรี่ ที่มีน้ำตาลสูง เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

ในปัจจุบันยังมีงานวิจัยใหม่ ๆ มากมายที่พิสูจน์ให้เห็นถึงอาหารที่คุณรับประทานมีผลกระทบต่อความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง แต่ถึงอย่างไรการวิจัยในปัจจุบันยังจำกัดอยู่เพียงการศึกษาในหลอดทดลอง การศึกษาในสัตว์ และการศึกษาเชิงสังเกต นอกจากอาหารแล้ว การเกิดโรคมะเร็งมีปัจจัยเสี่ยงมากมายที่นอกจากอาหารการกินที่ทำให้คุณไม่ทันได้ระวังตัว เช่น ฝุ่น PM2.5 ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง แต่ในระหว่างนี้ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีก็จะส่งเสริมให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

Links to related Sites:
- Foods to Lower Your Cancer Risk, healthline
- Cancer-Fighting Foods, essentiahealth
- Cancer-fighting foods to reduce cancer risk, medicalnewstoday

Leave a Reply