ในยุคสมัยที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วความอดทนกลายเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิต เพราะจะทำให้คุณมีความพึงพอใจในชีวิต และมีความเครียดที่ลดลง เนื่องจากในชีวิตประจำวัน เรามักพบเจอกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ความอดทนอยู่เสมอ เมื่อเราต้องเจอกับความเครียดและกดดันทุกวัน จะดีกว่าไหมหากเรียนรู้ที่จะ ‘อดทน’

ความอดทนเป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่มักขาดในปัจจุบัน การที่เราต้องเผชิญกับแรงกดดันอยู่ตลอดเวลาอาจทำให้ความอดทนของคุณถึงขีดจำกัด นอกจากนี้การต้องรอคอยอะไรบางอย่างทำให้เราว้าวุ่นใจและอดทนรอแทบไม่ไหว ซึ่งการอดทนกับอะไรบางสิ่ง เมื่อถึงขีดจำกัดอาจทำให้เรารู้สึกเครียดและอาจทำร้ายตัวเอง

ในบางครั้งการรอแค่ 10 นาทีอาจทำให้คุณหงุดหงิดได้ การหงุดหงิดกับเรื่องเช่นนี้ทำให้เสียพลังงานและแรงกายไปมาก บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ 

Martin Sutter นักวิจัยด้านความอดทน มองว่าความอดทนเป็นส่วนผสมของความพากเพียร เนื่องจากเราต้องอดทนต่อความหงุดหงิด และต้องควบคุมตนเอง ในหนังสือของเขาเรื่อง „Die Entdeckung der Geduld: Ausdauer schlägt Talent“ เขาใช้ผลการวิจัยที่หลากหลายเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตให้สำเร็จได้ด้วยความเพียร หนึ่งในการค้นพบของเขาคือ คนที่มีความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจต่อสิ่งต่าง ๆ นั้นจะเป็นคนที่มีความอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่า

นักจิตวิทยา Jane Bolton กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ตรงข้ามกับความอดทนคือความโกรธ ความขุ่นเคือง และการกล่าวโทษ ขึ้นอยู่กับเราจะตัดสินสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจว่า “แย่มาก” หรือ “ทนได้” หากเราเลิกโทษคนอื่นว่าต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเลิกหงุดหงิดเวลาที่ต้องรอคอยอะไรนาน ๆ เราก็จะมีทัศนคติที่ผ่อนคลายมากขึ้น

ทำไมความอดทนจึงสำคัญ?

  • เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวได้ แม้จะมีอุปสรรคขัดขวาง
  • เราอดทนเพื่อความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน และไม่กดดันตัวเอง
  • เพื่อลดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ กับครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน
  • เพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์ให้กับปัญหาต่าง ๆ และไม่จมอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือสิ่งที่กวนใจ

ความอดทนเป็นทักษะสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน หากคนเราขาดความอดทนก็จะทำให้เกิดความเครียด ความรู้สึกกระวนกระวายใจ และนี่คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยให้คุณเรียนรู้ที่จะอดทนให้ได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างมีสติ

1.สำรวจตัวเอง

ลองสังเกตตัวเองว่าอะไรที่ทำให้คุณหมดความอดทน และเพราะอะไร เช่น คุณรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องรอจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เพียง 2-3 นาที เพราะอะไร หรือรู้สึกหงุดหงิดคนในครอบครัวเมื่อรู้สึกว่าเค้าไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับคุณเพราะอะไร

ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น หากคุณใจร้อนในระดับหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองใจร้อนมากกว่านั้นล่ะ ความใจร้อนอาจทำให้คนรอบตัวของคุณไม่สบายใจและไม่อยากอยู่กับคุณ ซึ่งก็อาจนำไปสู่การทะเลาะกันยืดเยื้อไม่จบสิ้น แรงกดดันที่คุณสร้างให้ผู้อื่นทำให้พวกเขารู้สึกกังวลและอาจนำไปสู่อุบัติเหตุและความผิดพลาดที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง พยายามลดความกดดันให้กับตัวเองและผู้อื่น การทำเช่นนี้จะช่วยคลายวงจรของความขัดแย้ง และสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

2.สร้างความผ่อนคลาย

การหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันจะช่วยให้คุณผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ เล่นโยคะ

การทำสมาธิสั้นๆ เพียง 5-10 นาที ก็จะช่วยให้คุณจัดการกับความเครียดได้มากขึ้น คุณจะสังเกตเห็นว่าคุณมีความอดทนมากขึ้น และอาจถึงขั้นตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมถึงหงุดหงิดกับสถานการณ์บางอย่างอยู่เสมอ 

หรืออย่างการเล่นโยคะ การฝึกโยคะจะทำให้เกิดความสมดุลและความสงบแก่คุณ การอยู่ในท่าแต่ละท่าเป็นเวลาหลายนาที หายใจเข้าและหายใจออกลึก ๆ จะช่วยเรียนรู้ที่จะสงบจิตใจและใช้ลมหายใจของคุณ นอกจากนี้คุณยังจะขจัดความตึงเครียดต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ลองใช้ชีวิตโดยรับรู้และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อความสงบและการมีสติมากขึ้น คุณสามารถฝึกสติได้ทุกเมื่อในช่วงเวลาที่เงียบสงบ ซึ่งอาจรวมถึงในตอนที่ต้องรอคอยบางสิ่งอย่างการยืนต่อคิว ลองหายใจเข้าออกลึก ๆ รับรู้ความรู้สึกของตนเองโดยไม่ตัดสิน และลองสังเกตสิ่งรอบตัว จะช่วยให้คุณสงบลงและกลับสู่ความสมดุลกับตัวเอง

3.ปล่อยวางความคาดหวังที่สูงเกินไป

คุณอาจตั้งคาดหวังสูงมากจากคนรอบข้าง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพื่อให้คนอื่นทำตามความคาดหวังของคุณ คุณไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ ดังนั้นเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตนเองและผู้อื่น และอย่าคาดหวังมากเกินไป และอย่าคิดมาก พยายามปล่อยวาง ลดความคาดหวังลง และยอมรับว่าบางครั้งคนรอบตัวของคุณก็ทำผิดพลาด ยอมรับว่าเราทุกคนแตกต่างกัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณได้คิดทบทวน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขขึ้น ความสมบูรณ์แบบอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณมักจะหมดความอดทนและพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะรักษาใจให้สงบ

4.ฝึกฝนความอดทน

เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ปกติแล้วคุณจะหมดความอดทนได้รวดเร็วอย่างมีสติ เช่น การยืนรอคิวยาวที่สุดในซูเปอร์มาร์เก็ต ออกจากบ้านก่อนเวลานัดพบแพทย์ครั้งถัดไป หรือทำงานอย่างมีสติ ละเอียดรอบคอบด้วยการทำงานให้ช้าลง ยิ่งคุณรู้สึกผ่อนคลายมากเท่าไหร่ สุขภาพกายและใจก็ดีขึ้น คนรอบข้างคุณก็จะมีปฏิกิริยากับคุณไปในทางที่ดี พวกเขาจะรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายมากขึ้นเวลาที่อยู่กับคุณ 

5.ยอมรับในทุกสถานการณ์

ความใจร้อนที่คุณแสดงออกไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับสถานการณ์คือพยายามยอมรับสถานการณ์ภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ เปลี่ยนการรอคอยที่น่ารำคาญในตอนแรกให้กลายเป็นประสบการณ์เชิงบวก เช่น การรอต่อคิวเป็นเวลานานอาจทำให้คุณเริ่มหมดความอดทน คุณอาจจะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ดี ๆ หรือชมเชยเจ้าหน้าที่เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เขารู้สึกว่ามีวันที่ดี เจ้าหน้าที่อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับคุณ แต่พวกเขาอาจไม่แสดงออกมาเพราะพวกเขาต้องเผชิญมันหลายครั้งในแต่ละวัน

และสุดท้าย เคล็ดลับสำคัญที่สุด: อดทนกับตัวเองเมื่อพยายามอดทนมากขึ้น แม้แต่การอดทนต่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็ถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าภาคภูมิใจ หากคุณอดทนรอคอยอะไรนาน ๆ ได้ คุณก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น 🙂