ในแต่ละปี มีคนหายตัวไปในญี่ปุ่นประมาณ 80,000 – 100,000 คน ตำรวจญี่ปุ่นสามารถตามหาคนเหล่านั้นได้หลายคนภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ แต่บางคนก็หายตัวไปเฉย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้านและผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม อีกทั้งการจงใจหายตัวไปเพื่อไม่ให้ถูกพบ

Jōhatsu คืออะไร

Jōhatsu [蒸発]  แปลตรงตัวว่า “การหายตัวไป” ในภาษาพูดทั่วไปหมายถึงบุคคลที่หายตัวไปจากชีวิตของตนเองโดยเจตนาและไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ เช่น คนที่ลาออกจากงานและหนีหายไปจากครอบครัวเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่นเพื่อไม่ให้คนในชีวิตเดิมหาพวกเขาเจอ

นักสังคมวิทยา ฮิโรคิ นาคาโมริ (Hiroki Nakamori) ผู้ศึกษาปรากฏการณ์โจฮัตสึมาหลายปีกล่าวไว้ คำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างในช่วงปี 1960 เพื่อใช้เรียกคนที่หายตัวไปเพื่อหนีจากชีวิตสมรสที่ไม่มีความสุข ณ ขณะนั้น การหย่าร้างเป็นเรื่องที่สังคมญี่ปุ่นไม่ยอมรับสูงมาก และแทนที่คนจะเผชิญหน้ากับมัน ผู้คนจึงเลือกที่จะหายตัวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 1990 ช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นย่ำแย่ ผู้คนพยายามหลีกหนีจากหนี้สินหรือธุรกิจที่ล้มเหลวด้วยการจงใจหายตัวไป ทั้งหายไปด้วยตนเองหรือว่าจ้างบริษัทช่วยเหลือการหายตัวไปในยามค่ำคืน (Night Escape Companies) แม้ว่าผู้คนมีเหตุผลมากมายที่ต้องการหนีจากชีวิตของตน แต่ทฤษฎีที่พบมากที่สุดคือ แรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรมการทำงานในญี่ปุ่นที่ผลักดันให้ผู้คนหนีจากชีวิตเดิมของตน นอกจากนี้เป็นเรื่องของการหนีหนี้สินหรือความสัมพันธ์ที่ถูกทำร้าย ความรุนแรงในครอบครัว ลูกจ้างที่ถูกนายจ้างเอาเปรียบข่มขู่

ยกตัวอย่าง เรื่องราวจริงของชายคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงานวิศวกรรม ก็ปกปิดเรื่องการว่างงานจากครอบครัวเป็นเวลาหลายเดือน เขาออกจากบ้านในตอนเช้าด้วยชุดสูท และกลับบ้านดึกดื่นโดยแสร้งทำเป็นไปดื่มเหล้ากับเพื่อนร่วมงาน วันหนึ่งชายคนนี้ก็ไม่กลับบ้านอีกเลย ตำรวจไม่พบร่องรอยหรืออาชญากรรมใด ๆ ชายคนนี้คือ Jōhatsu การหายตัวไปเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวที่เขาจะรับมือกับมันได้ เพื่อไม่ให้เสียหน้าเมื่อเผชิญกับปัญหาจากแรงกดดันทางสังคมที่จัดการได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

หลบหนีตอนกลางคืน

คนส่วนใหญ่หายตัวไปโดยไม่มีการเตรียมการใด ๆ ผู้ที่เผชิญกับปัญหานี้หลายคนทิ้งคู่ชีวิตและลูกไว้โดยไม่บอกกล่าว อ้างว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีก่อนที่จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บางคนเตรียมการมากกว่านั้นด้วยการติดต่อบริษัท ที่ให้บริการช่วยขนย้ายสิ่งของแก่ผู้ที่ต้องการหายตัวไปโดยสมัครใจ ถึงขั้นจัดหาที่พักชั่วคราวในสถานที่ลับให้ด้วย

Yonige-ya (夜逃げ屋) หรือ ผู้ขนย้ายยามค่ำคืน ได้ถูกบอกเล่าผ่านภาพยนตร์เรื่อง Johatsu – Into Thin Air จากการติดตามชีวิตของคุณไซตะ ผู้ทำธุรกิจบริการช่วยเหลือผู้สูญหายในเวลากลางคืนเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว บริษัท TSC ของเธอเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในประเภทเดียวกัน บริษัทเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือผู้คนในการหนีจากชีวิตเดิมและเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการหลบหนีจากสถานการณ์เลวร้าย ส่วนใหญ่แล้วเน้นช่วยเหลือบุคคลที่หนีจากความรุนแรงในครอบครัวหรือการถูกทารุณกรรม ด้วยการช่วยเหลือย้ายบุคคลและทรัพย์สินของพวกเขาในเวลากลางคืนไปยังสถานที่ใหม่ โดยดำเนินงานภายใต้กฎหมาย แต่กิจกรรมบางอย่างของพวกเขาก็อยู่ในพื้นที่สีเทา

แม้ว่าในปัจจุบันการหายตัวไปของคน ๆ หนึ่งจะยากขึ้น เนื่องจากมีการบันทึกข้อมูลของผู้ที่ย้ายเข้าและออกจากเขตอย่างละเอียด เช่น บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพและภาษี แต่ในทางกลับกันก็มีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด ป้องกันไม่ให้ญาติหรือนักสืบเข้าถึงบันทึกที่จะช่วยตามหาคน ๆ นั้นได้ เนื่องด้วยที่ญี่ปุ่นให้ความเคารพเรื่องความเป็นส่วนตัว ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายใด ๆ ให้ตำรวจค้นหาได้ เว้นแต่จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น พวกเขาจะไม่สืบสวนหรือค้นหาคนที่ดูเหมือนจะหายตัวไปด้วยความสมัครใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมหรือการกระทำความผิดอื่น ๆ ตำรวจก็จะไม่ยุ่ง ทำให้ผู้คนจึงสามารถหายตัวไปได้อย่างง่ายดาย ครอบครัวของผู้ที่หายตัวไปจึงหันไปหานักสืบเอกชนให้ช่วยค้นหา ซึ่งก็มีหลายรายที่ถูกพบ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการกลับมาติดต่อกับคนที่พวกเขาทิ้งไป

ชีวิตหลังจากนั้น

การตัดสินใจที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คนส่วนใหญ่ที่หายตัวไปจะไปอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ทำงานที่ไม่โดดเด่นและไม่เป็นที่สังเกต ใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อน พวกเขาหลีกเลี่ยงร่องรอยทางดิจิทัลและกล้องวงจรปิด สร้างชีวิตใหม่ในเงามืด ความเปราะบางของคนเหล่านี้ที่หายตัวไปโดยสมัครใจ ทำให้พวกเขากลายเป็นเหยื่อได้ง่ายต่อพวกผู้มีอิทธิพล อย่างการจ้างแรงงานที่ไม่ต้องใช้เอกสารหรือหลักฐานยืนยันตัวตน บางคนก็ทำงานที่อันตราย หรืองานที่ไม่มีใครอยากทำ อย่างเช่น การถูกจ้างให้ไปทำความสะอาดในพื้นที่ที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีหลังภัยพิบัติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011 ในขณะที่บางคนพบความโล่งใจและอิสรภาพ แต่ก็ต้องดิ้นรนกับความเหงา ความกลัว และตราบาปจากการตัดสินใจของพวกเขา

Jōhatsu เลือกที่จะหายตัวไปด้วยเหตุผลหลายประการ คนที่เจ็บปวดไม่แพ้กันดูเหมือนจะเป็นคนใกล้ชิดในความสัมพันธ์ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก เพื่อน หรือครอบครัว พวกเขาเหล่านี้ก็คิดถึงคน ๆ เดิมที่เคยรู้จัก และมักจะติดอยู่กับความเจ็บปวดจากการไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเพราะเหตุใดเขาเหล่านั้นต้องหายตัวไปจากชีวิตของพวกเขา Jōhatsu สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะหลบหนีออกจากสังคมเดิมที่เคยอยู่ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และรักษาศักดิ์ศรีในชีวิตเดิมเอาไว้ให้คนจดจำพวกเขาได้เมื่อครั้งที่ยังมีภาพลักษณ์ที่ดี สะท้อนถึงค่านิยมในสังคมญี่ปุ่น แต่สิ่งนี้เองก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตที่โดดเดี่ยว ความหวาดระแวงว่าจะถูกพบตัว ต้องคอยอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เสี่ยงที่จะถูกพบตัวอยู่ตลอดเวลา